Lionel Messi เป็นดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ที่เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1987 ซึ่งเขาเล่นในตำแหน่งกองหน้า โดยเริ่มต้นเข้าสู่วงการฟุตบอลจากการเป็นเด็กเยาวชนของทีมนีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ทีมในลีกของประเทศอาร์เจนติน่า ซึ่งเขามีความโดดเด่นมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยการที่เขามีปัญหาในเรื่องของการเติบโตของฮอร์โมน ทำให้ร่างกายเขานั้นไม่พัฒนาขึ้นในตอนนั้น จนสุดท้ายก็เป็นทาง บาร์เซโลน่า ที่สนใจจะดึงตัวดาวรุ่งรายนี้ไปดูแลแทน และจัดการจ่ายค่ายาการฉีดฮอร์โมนให้กับดาวเตะรายนี้ในราคาสูงตั้งแต่ยังเด็ก

ซึ่งทำให้เมสซี่ย้ายมาอยู่ในศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซียอันเลื่องชื่อของ บาร์เซโลน่า ในปี 2001 ซึ่งถึงแม้ว่าเมสซี่จะมีพรสวรรค์มากมายเพียงไหน แต่เขาก็ต้องเริ่มต้นเหมือนกับนักเตะคนอื่นๆ ในบาร์เซโลน่า คือการเริ่มไต่เต้ามาจากการเล่นให้กับทีมซีในปี 2003 และก่อนที่จะมาเล่นให้กับบาร์เซโลน่า เบในศึกเซกุนด้า เบในปี 2004

ซึ่งผลงานของเขาถือว่าเกินอายุทีเดียว เพราะตอนนั้นเมสซี่ก็พึ่งจะอายุเพียง 16-17 ปีเท่านั้น แต่ทักษะและความสามารถของเขาถือว่าเกินตัวทีเดียว ซึ่งแม้ว่าลิโอเนล เมสซี่จะมีความสูงเพียง 5 ฟุต 7 นิ้ว หรือว่าประมาณ 170 เซ็นติเมตรก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำให้เขาเป็นยอดนักเตะเลยในช่วงที่ผ่านมา

ลิโอเนล เมสซี่มาได้โอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในยุคที่ทีมมีแฟรงค์ ไรจ์การ์ด กุนซือชาวดัตช์คุมทีม โดยนัดแรกที่เขาได้โอกาสลงสนามคือเกมดาร์บี้ แมตช์ของแคว้นกาตาลุนญ่าในนัดที่ทีมพบกับเอสปันญ่อล ในวันที่ 16 ตุลาคมปี 2004 ซึ่งเขาถูกส่งลงสนามไปในนาทีที่ 82 ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่เมสซี่อายุได้ 17 ปี 3 เดือนกับอีก 22 วัน ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรตอนนั้นที่ได้ลงสนามให้กับทีมในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็อยู่ในทีมชุดใหญ่มาโดยตลอด

และสุดท้ายประตูแรกในการเล่นฟุตบอลอาชีพของเขาก็มาถึง คือในวันที่ 1 พฤษภาคม ที่บาร์เซโลน่าพบกับอัลบาเซเต้ โดยเมสซี่ทำประตูได้จากการผ่านบอลมาให้ของ โรนัลดินโญ่ ยอดดาวเตะชาวบราซิเลี่ยนของทีม ซึ่งเขาก็กลายเป็นดาวเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับสโมสรในตอนนั้นด้วย

และฤดูกาลนั้นบาร์เซโลน่าก็กลายเป็นแชมป์ลา ลีก้าของสเปนในท้ายที่สุดด้วย ซึ่งฤดูกาลนั้นเมสซี่ได้ลงสนามไปเพียงแค่ 9 นัดเท่านั้นในทุกรายการ

แต่ในฤดูกาลต่อมาเขาก็ได้โอกาสในการลงสนามมากขึ้น และเริ่มฉายแววความโดดเด่นมากขึ้นด้วย ซึ่งเขาถูกจับไปเล่นเป็นปีกขวาในระบบกองหน้า 3 คน โดยมี โรนัลดินโญ่ อยู่ทางฝั่งซ้าย และมี ซามูเอล เอโต้ เป็นกองหน้าตัวเป้า ซึ่งถึงแม้ว่าเมสซี่ทำจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่แฟรงค์ ไรจ์การ์ดก็ไม่ได้เร่งให้เมสซี่ลงสนามมากจนเกินไป โดยเขาค่อยๆ ให้โอกาสกับเมสซี่มากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า ซึ่งฤดูกาลนั้นก็เป็นปีที่บาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการได้ทั้งแชมป์ลา ลีก้าสเปน และรวมไปถึงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่สามารถเอาชนะอาร์เซน่อลได้ในนัดชิงชนะเลิศด้วย

Ronaldinho, Lionel Messi และ Samuel Eto
Ronaldinho, Lionel Messi และ Samuel Eto

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ลิโอเนล เมส ซี่ก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของบาร์เซโลน่าแบบเต็มตัว หลังจากที่โรนัลดินโญ่ย้ายออกจากทีมไป ซึ่งเขาทำผลงานได้อย่างสุดยอดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคที่มี เป็ป กวาดิโอล่า ก้าวขึ้นมาคุมทีม ซึ่ง บาร์เซโลน่า ในตอนนั้นถือว่าแข็งแกร่งมาก และโกย แชมป์ทั้งลา ลีก้า และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเข้าสโมสรอย่างต่อเนื่อง

นอกจากจะประสบความสำเร็จกับสโมสรแล้ว เขายังประสบความสำเร็จในด้านรางวัลส่วนตัวด้วย โดยเขาคว้ารางวัลบัลลง ดอร์ หรือว่ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีมาครองได้ถึง 6 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์นักเตะมาจนถึงตอนนี้

โดยช่วงก่อนหน้านี้เขาเป็นคู่แข่งกันโดยตรงในการแย่งรางวัลต่างๆ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะชาวโปรตุกีสด้วย ทั้งเรื่องการแย่งดาวซัลโว แย่งรางวัลปลายปีจากผู้จัดรางวัลต่างๆ รวมถึงการแย่งแชมป์ลา ลีก้าสเปน ในตอนที่โรนัลโด้ค้าแข้งอยู่กับเรอัล มาดริดด้วย ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกันมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าลิโอเนล เมสซี่จะประสบความสำเร็จในระดับสโมสรมากเพียงไหนก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้เลย ก็คือในตอนที่เล่นให้กับทีมชาติอาร์เจนติน่านั่นเอง ซึ่งเขาพาทีมชาติผ่านเข้าชิงชนะเลิศมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล พวกเขาก็ไปแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมันเสียก่อน

รวมไปถึงฟุตบอลโกปา อเมริกา ซึ่งน่าจะเป็นรายการที่เมสซี่น่าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายที่สุด เพราะมีเพียงแค่ 12 ทีมเท่านั้นที่ลงแข่งขันแต่ละครั้ง แต่ช่วงที่ผ่านมาอาร์เจนติน่าก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย โดยพวกเขาได้เข้าขิงชนะเลิสถึง 2 ครั้งในปี 2015 และ 2016 แต่ก็ต้องไปแพ้จุดโทษให้กับทีมชาติชิลีทั้ง 2 ครั้ง