Real Madrid ถือว่าเป็นยอดทีมของสเปนตีคู่กับ บาร์เซโลน่า มาอย่างยาวนาน ซึ่งนอกจากพวกเขาจะประสบความสำเร็จสูงสุดในสเปนแล้ว พวกเขายังเป็นแชมป์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมากที่สุดด้วย ซึ่งพวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในยุโรปตั้งแต่ที่รายการนี้ยังเป็นชื่อยูโรเปี้ยน คัพด้วยซ้ำ ซึ่งพวกเขาเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จในปี 1956 และนอกจากนั้นพวกเขายังคว้าแชมป์ได้ถึง 5 สมัยติดต่อกันในตอนนั้นด้วย ทำให้พวกเขาเป็นทีมที่มีต้นทุนการเป็นแชมป์มากที่สุดมาตั้งแต่ตอนนั้น

แต่หลังจากที่ ศึกยูโรเปี้ยน คัพ มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาล 1992-1993 หลังจากนั้นมาก็ไม่มีทีมไหนที่สามารถป้องกันแชมป์ในรายการนี้ได้อีกเลย จนกระทั่งเรอัล มาดริดมาทำลายสถิตินี้ลงได้ในช่วงที่พวกเขามี ซีเนอดีน ซีดาน เป็นกุนซือ และนอกจากนั้นพวกเขายังสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะมีใครทำเหมือนพวกเขาได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่การแข่งขันของวงการฟุตบอลนั้นสูงขึ้นทุกวัน

แชมป์ครั้งแรกจาก 3 ครั้งติดของทีม “ราชันย์ชุดขาว” นั้นเกิดขึ้นในฤดูกาล 2015-2016 ซึ่งตอนเริ่มต้นฤดูกาลนั้นพวกเขามี ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปนเป็นกุนซือ แต่ด้วยผลงานของทีมที่ไม่ดีนักในลีก ที่ต้องตกมาอยู่อันดับที่ 3 ของ ศึกลา ลีก้าสเปน ทำให้ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่งในช่วงต้นปี 2016 และให้ ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสที่ตอนนั้นคุม ทีมเรอัล มาดริด กาสติญ่า หรือว่าทีมสำรองอยู่นั้นขึ้นมาคุมทีมแทน

ซึ่งตอนแรกพวกเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก เพราะเป็นการคุมทีมระหว่างฤดูกาล แต่กุนซือรายนี้กลับพาทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในลีก และอย่างยิ่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยในรอบ 16 ทีมสุดท้ายพวกเขาต้องพบกับโรม่าจากอิตาลี และพวกเขาก็เอาชนะได้ทั้งเหย้าเยือน 2-0 ก่อนที่จะเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปพบกับโวล์ฟบวร์ก ทีมม้ามืดในฤดูกาลนั้น

ซึ่งเรอัล มาดริดบุกไปแพ้ให้กับทีมจากเยอรมันก่อนด้วยในนัดแรก 0-2 แต่ว่านัดที่กลับมาเล่นในซานติอาโก้ เบร์นาเบวนั้นพวกเขาถล่มกลับได้ 3-0 ทำให้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จด้วยการทำแฮตทริคของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงของทีมในตอนนั้น ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าไปพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งพวกเขามาเอาชนะได้ในนัดที่ 2 1-0 หลังจากที่นัดแรกเสมอกันมา 0-0

และเรอัล มาดริดก็ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ แอตเลติโก มาดริด ทีมคู่ปรับร่วมเมืองที่สนามซาน ซีโร่ในอิตาลี ซึ่งใน 120 นาทีนั้นพวกเขาเสมอกันไป 1-1 และต้องมาดวลจุดโทษกัน ก่อนที่จะเป็นเรอัล มาดริดที่แม่นกว่า ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ครั้งแรกมาครองได้สำเร็จ

Real Madrid
Real Madrid
  • ฤดูกาลต่อมาพวกเขาก็เข้ารอบน็อคเอ้าต์ได้ ด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม
  • ไปพบกับ นาโปลี ทีมแกร่งของอิตาลี ซึ่งพวกเขาก็เอาชนะได้ทั้งเหย้า และเยือน
  • ทำให้เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปพบกับ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมของเยอรมัน ซึ่งพวกเขาบุกเอาชนะได้ก่อน 2-1 แต่ว่านัดที่ 2 พวกเขาโดนทีม “เสือใต้” บุกมาเอาชนะใน 90 นาทีด้วยสกอร์เดียวกัน ทำให้ต้องมาเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งมาดริดมาถล่มได้ 3 ประตู
  • ทำให้พวกเขาเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับทีม “ตราหมี” ที่ชิงแชมป์กันเมื่อฤดูกาลก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ได้ Ronaldo ที่ยิงแฮตทริคเอาชนะไปได้ในนัดแรก 3-0 และแม้ว่าจะบุกไปพ่ายนัดที่ 2 1-2
  • พวกเขาก็ยังเข้ารอบชิงชนะเลิศได้อยู่ดี โดยเข้าไปชิงกับยูเวนตุส ทีมแกร่งของอิตาลี ซึ่งเรอัล มาดริดถล่มเละในรอบชิงชนะเลิศได้ 4-1 ทำให้ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2017-2018 เรอัล มาดริด กลับมาได้ชิงชนะเลิศอีกครั้ง เมื่อพวกเขาผ่านปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิคมาได้ทั้งหมดในรอบน็อคเอ้าต์ ทำให้ได้เข้าชิงชนะเลิศกับลิเวอร์พูล ทีมมาแรงของอังกฤษที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน

ซึ่งเกมมาเสมอกัน 1-1 หลังผ่านมา 1 ชั่วโมงของเกม แต่ตัวโจ๊กเกอร์ของนัดนั้นก็คือแกเร็ธ เบล ปีกทีมชาติเวลส์ที่เป็นอดีตนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกก็มาแผลงฤทธิ์จนได้ เมื่อเขาถูกส่งลงสนามมาในนาทีที่ 61 และใช้เวลาอยู่ในสนามเพียง 3 นาทีเท่านั้นก็ทำประตูแรกให้ทีมออกนำจากลูกยิงไกลที่ไปตรงตัวลอริส คาริอุส ก่อนที่จะกระฉอกเข้าประตูไป

และก็เป็น แกเร็ธ เบล คนเดิมยิงลูกจักรยานอากาศสุดสวย ทำให้เรอัล มาดริดเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 คว้าแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกันได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งของฟุตบอลรายการนี้ เพราะนอกจากจะมีความสามารถแล้ว พวกเขาก็ยังมีโชคช่วยด้วย ถึงจะคว้าแชมป์ได้ 3 สมัยติดต่อกันแบบนี้ ก่อนที่พวกเขาจะมาล้มเหลวเมื่อฤดูกาลที่แล้วหลังจากที่ไม่มีซีเนอดีน ซีดานคุมทีมนั่นเอง