ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมามียอดดาวเตะ 2 คนที่ก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลโลก ทั้งในด้านการพาทีมระดับสโมสรประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และยังรวมไปถึงการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัลต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งก็คือ Cristiano Ronaldo ยอดดาวเตะชาวโปรตุกีส และ Lionel Messi ยอดเพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์นั่นเอง

ซึ่งทั้ง 2 ผู้เล่นนี้นั้นถูกมองว่าเป็นคู่แข่งกันทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความสำเร็จส่วนตัว รวมถึงความสำเร็จของสโมสร และทีมชาติของพวกเขาด้วย และยังรวมไปถึงยังเป็นคู่ปรับกันในทางด้านการตลาดด้วย เพราะพวกเขาทั้ง 2 นั้นเป็นเหมือนตัวแทนในวงการฟุตบอลให้กับอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง 2 แบรนด์ยักใหญ่ของโลก ทำให้พวกเขากลายเป็นคู่ปรับกันไปโดยปริยาย

ซึ่งการดวลกันของทั้ง 2 คนนั้นกลายเป็นที่จับจ้องของแฟนบอลทั่วโลกตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้มันใกล้จะถึงเวลาที่จะหมดยุครุ่งเรืองของทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่แล้ว เพราด้วยวัยที่แก่ขึ้นทุกที จนอยู่ในช่วงบั้นปลายอาชีพค้าแข้งด้วยกันแล้วทั้งคู่

ผลงานในยุครุ่งเรืองของทั้ง 2 รายนั้นถือว่าสุดยอดเหนือมนุษย์เลยก็ว่าได้ ซึ่งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ถือว่าก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักเตะระดับโลกได้ก่อน โดยเฉพาะในฤดูกาล 2007-2008 ที่เขาทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเขาซัดไปได้ถึง 42 ประตูในฤดูกาลนั้น และทำให้ทีม “ปีศาจแดง” ก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก และยังรวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วย

ซึ่งฤดูกาลนั้นถือว่าเป็นฤดูกาลที่เป็นจุดเปลี่ยนในอาชีพค้าแข้งของโรนัลโด้ ที่เปลี่ยนจากนักเตะจอมสับมาเป็นยอดดาวยิงของทีมได้ในพริบตา ซึ่งทำให้ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่โรนัลโด้ก้าวขึ้นไปคว้ารางวัลบัลลง ดอร์มาครองได้สำเร็จ และทำให้เขาก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะชั้นนำของโลกในทันที

ในปี 2009 โรนัลโด้ก็ย้ายตามความฝันของตัวเอง และของคุณแม่โดยการย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปร่วม Real Madrid ยอดทีมของสเปน ซึ่งทำให้เขาจับตามองมากขึ้นไปอีก

เมื่อเป็นการย้ายทีมที่เป็นสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก ด้วยค่าตัวสูงถึง 80 ล้านปอนด์ และยังเป็นการย้ายมาเป็นคู่แข่งกันโดยตรงของลิโอเนล เมสซี่อีกด้วย เพราะพวกเขากลายเป็นนักเตะที่อยู่ในลีกเดียวกัน และสโมสรต้นสังกัดของทั้ง 2 คนนั้นก็เป็นคู่ปรับตลอดกาลกันระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า

ซึ่งทำให้ทั้งคู่กลายเป็นจุดเด่น และจุดสนใจของแฟนบอลทั่วโลกไปด้วยในตอนนั้น

ซึ่งในปี 2009 ที่เป็นปีที่โรนัลโด้ต้องมาปรับตัวในการค้าแข้งกับลา ลีก้าสเปนใหม่ๆ ก็เป็นปีที่บาร์เซโลน่ากลายเป็นยอดทีมไปเรียบร้อยในตอนนั้น ซึ่งเป็นปีที่พวกเขามีเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสเปนเข้ามาคุมทีมแทนที่ของแฟรงค์ ไรจ์การ์ดนั่นเอง ซึ่งหลังจากนั้นลิโอเนล เมสซี่ก็ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นของบาร์เซโลน่าแทนที่ของโรนัลดินโญ่ที่ย้ายออกไปในปีนั้นพอดี

ซึ่งเมสซี่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในฤดูกาล 2008-2009 จนทำให้บาร์เซโลน่าคว้าทริปเปิ้ล แชมป์มาครองได้สำเร็จ ทั้งแชมป์ลา ลีก้าสเปน โกปา เดล เรย์ และรวมไปถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบชิงชนะเลิศด้วย

Ronaldo & Messi
Ronaldo & Messi

และก็ทำให้เมสซี่ก้าวขึ้นไปคว้ารางวัลบัลลง ดอร์เป็นสมัยแรกของเขาในปี 2009 เช่นกัน ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างแท้จริงของทั้ง 2 ดาวเตะนี้ เพราะหลังจากนั้นอีกเกือบ 10 ปี พวกเขาก็ครองความยิ่งใหญ่ และประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะในเรื่องของการทำประตู ที่พวกเขาแข่งขันกันทำประตูในทุกฤดูกาลที่เล่นอยู่ในลา ลีก้าสเปน ซึ่งก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอย่างสนุกสูสี และผลัดกันคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลกกันมาโดยตลอด

จนกระทั่งในปี 2018 ซึ่งเป็นปีที่มีฟุตบอลโลกพอดี และ ลูก้า โมดริช กองกลางทีมชาติโครเอเชียก้าวขึ้นมาทำผลงานได้อย่างสุดยอด ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับเรอัล มาดริด และเป็นรองแชมป์โลกกับทีมชาติโครเอเชีย ทำให้สุดท้ายเขาคว้ารางวัลบัลลง ดอร์ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่รางวัลบัลลง ดอร์ไม่ได้ตกเป็นของโรนัลโด้ หรือเมสซี่

แต่หลังจากที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตัดสินใจย้ายออกจากถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบวมาในปี 2018 ที่ย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ทีมดังของประเทศอิตาลีแทน การแข่งขันแย่งชิงความสำเร็จของทั้ง 2 คนนี้ก็เริ่มเบาบางลงไปมากทีเดียว

เพราะโรนัลโด้นั้นก็ผลงานดร็อปลงอย่างชัดเจนในการย้ายไปค้าแข้งในแดนมักกะโรนี ซึ่งเป็นลีกที่ไม่เหมาะกับการทำประตูอยู่แล้ว เพราะแต่ละทีมนั้นมักจะเล่นเกมรับกันเป็นส่วนใหญ่ และไม่ค่อยเน้นการยิงประตูให้มีการชนะกันขาดลอย ทำให้ยอดการยิงประตูของโรนัลโด้นั้นตกลงไปมาก ส่วน ลิโอเนล เมสซี่ นั้นก็ยังถือว่าสุดยอดอยู่กับ บาร์เซโลน่า แต่ก้ไม่ถึงกับเหนือมนุษย์เหมือนเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้แล้ว